ข้อมูลพื้นฐาน

ข้อมูลพื้นฐาน (7)

วันอาทิตย์, 30 ตุลาคม 2559 13:10

จดหมายเหตุ ร.6

Written by

อำเภอตลาดใหญ่
เมืองตะกั่วป่า
วันที่ ๒๑ เมษายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๘ (พ.ศ.2453)

        เมื่อคืนนั้นนอนในเรือเย็นสบายดีพอใช้ แต่การนอนในเรือเสียที่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้านัก เมื่อเช้านี้ดูเหมือนพอรุ่งผมก็ต้องตื่น นอกจากคนหนูหนวกเห็นจะทนนอนอยู่ไม่ได้ ดูเหมือนพอแดดขึ้นคนสักสามร้อยคนก็ตื่นลุกขึ้นเดินกันเล่น เสียงคึกคัก ๆ พิลึก แต่การที่ต้องตื่นเช้าเช่นนั้น ก็ไม่สู้จะเป็นที่เดือดร้อนอะไรนัก อย่างไร ๆ ก็ต้องตื่นอยู่แล้ว เพราะการที่จะเสด็จขึ้นมาประพาสที่ตำบลตลาดใหญ่นี้ ต้องเลือกเวลาที่น้ำขึ้นเรือจึงจะขึ้นมาถึงได้

        เวลาเช้าจวน ๔ โมง เสด็จลงเรือดำรงรัฐจากเรือถลาง แล่นขึ้นมาตามลำน้ำ มาในระหว่างเกาะ ซึ่งมีเรียงรายอยู่ทั้งสองข้าง ผมได้ยินเจ้าคุณเทศาท่านว่ามีดีบุกแทบทุกเกาะแต่ไม่มีใครได้ร่อนเพราะไม่คุ้มโสหุ้ยที่จะต้องเสีย เรือเดินมาได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ถึงที่ลำน้ำแคบและตื้นต้องเปลี่ยนเรือ เสด็จลงเรือมาดแจว คนอื่น ๆ ก็ลงเรือเล็ก พ่วงท้ายเรือกลไฟเล็กซึ่งมาจากเมืองระนอง พอมาได้สักหน่อยถึงตำบลย่านยาว ลำน้ำย่านนี้ตรงไปยาวกว่าแห่งอื่น มีเรือมาดราษฎรพายออกไปรับเสด็จ คนพายแต่งกายประดับประดาหรู มีฆ้องตีทุก ๆ ลำเป็นจังหวะพาย คนพายได้โห่รับเสด็จและพายแซงเรือที่นั่งมา จนถึงวังบราแก้เชือกเรือพระที่นั่งจากเรือกลไฟ เรือพายเข้าโยงแทน โยงทั้งเรือพระที่นั่งและเรือที่ตามเสด็จ พายพร้อม ๆ กัน ร้องเพลงพลางช่างน่าสนุกจริง ๆ เรือแล่นฉิวเท่า ๆ กับพ่วงเรือไฟ ลำน้ำตั้งแต่วังบราขึ้นมาเรือไฟเล็กก็มาไม่ได้เพราะเป็นหาดทั้งนั้น ถ้าเวลาน้ำลงแม้เรือพายก็เดินไม่ได้ เพราะเหตุนี้เมืองจึงต้องเลื่อนลงไปตั้งต่ำลงไปอีกมาก

        เวลาราวบ่ายโมงถึงท่าเสด็จขึ้นทรงพระเก้าอี้หามขึ้นมาพลับพลาทางประมาณ ๒๐ เส้น ขึ้นจากท่าผ่านไปริมกำแพงบ้านพระยาตะกั่วป่าเก่าซึ่งชำรุดทรุดโทรมหมดแล้ว ทางข้างซ้ายถนนที่ดินยังเป็นที่ลุ่มแลเห็นได้ว่าเป็นลำน้ำเก่า มีหม้อเรือไฟของพระยาตะกั่วป่าทิ้งอยู่หม้อหนึ่ง ซึ่งเป็นพยานปรากฏอยู่ว่าแม่น้ำได้เคยขึ้นมาถึงตรงนั้น ทำให้เห็นได้ว่าการทำลายเขาทำเหมืองขุดดีบุกเป็นอันตรายแก่ลำน้ำมาก พ้นบ้านพระยาตะกั่วป่าไปถึงตลาด มีตึกแถวอย่างจีนอยู่สองข้างถนน ตึกเหล่านี้เวลานี้อยู่ข้างจะชำรุดทรุดโทรมมาก ต่อตลาดไปก็มีบ้านเรือนตลอดมา จนถึงเชิงเขาที่ตั้งพลับพลา พลับพลาตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นที่สบายดี มีลมเย็น ต้นไม้ร่มรื่นจำเริญตา ส่วนพลับพลาก็ทำเครื่องไม้อย่างแข็งแรง ฝาบัดนี้เป็นแผง แต่ต่อไปพระเสนานุชิตจะเปลี่ยนฝาและรักษาไว้เป็นเรือนที่พักต่อไป น้ำใช้ที่นี่อยู่ข้างจะบริบูรณ์และเป็นน้ำดีจืดสนิท พระเสนานุชิตได้จัดการทำท่อไม้ไผ่ไขน้ำมาจากเขาอีกลูกหนึ่งข้ามมาใช้ที่เขาพลับพลานี้

        ที่ตลาดใหญ่นี้รู้สึกว่าเป็นเมืองมากกว่าที่เมืองใหม่ ซึ่งได้ขึ้นไปดูเมื่อคืนนี้ ที่นี่ตึกกว้านบ้านช่องก็มีมากกว่า ผู้คนก็ดูแน่นหนา ที่เมืองใหม่นั้นช่างดูสมชื่อจริง ๆ คือมีตะกั่ว (ดีบุก) ทั่วไปทั้งเกาะ และส่วนป่าก็เห็นอยู่มากกว่าบ้าน เมื่อคืนนี้เวลาที่ประทับอยู่จวนผู้ราชการได้ยินเสียงกวางร้องอยู่ในป่า ได้ยินถนัดทีเดียวจึงเข้าใจได้ว่าป่าอยู่ใกล้มาก สมควรแล้วที่จะเรียกว่าเมืองตะกั่วป่า

วันนี้ไม่ได้เสด็จแห่งใด ก็ดีเพราะฝนตกและฟ้าร้องครืน ๆ อยู่ หมู่นี้อยู่ข้างจะร้อนอ้าวมาหลายเวลาแล้ว ใต้เท้ากรุณากล่าวขึ้นว่าฝนคงจะตกเป็นแน่ ทูลกระหม่อม รับสั่งว่าถ้าฝนไม่ตกจริง จะต้องให้ใต้เท้ากรุณาขี่สิงโต (คือการลงโทษตามแบบลงโทษโหรที่ทำนายผิด) แต่ใต้เท้ากรุณาทูลขอผัดเรื่อย ๆ มาจนบ่ายวันนี้ฝนตกมากหน่อย ท่านก็เลยกราบบังคมทูลขอให้นับว่าเอาเป็นทำนายถูกแล้ว ขอให้พ้นการที่จะต้องขี่สิงโต ก็ทรงตกลงยอมตามคำท่านกราบทูลขอ

        การมหรสพที่นี่อยู่ข้างจะบริบูรณ์กว่าทุก ๆ แห่งที่มีมาแล้ว มีมโนราห์ ๔ โรง หนัง ๔ โรง เพราะฉะนั้นผมไม่จำจะต้องบอกว่าอยู่ข้างจะกึกก้องโกลาหลอยู่บ้าง การที่มีมหรสพมากเช่นนี้เป็นพยานอยู่ว่าเมืองตะกั่วป่าเก่านี้เป็นเมืองที่มีความจำเริญ (สิวิไลซ์) พอใช้

        พูดถึงความจำเริญผมลืมเล่าไปในจดหมายฉบับก่อนว่าเมืองระนองนั้นอยู่ข้างจะ “สิวิไลซ์” พอใช้อยู่ มีสิ่งซึ่งเป็นพยานอยู่คือที่ตลาดมี “สาวสวรรค์กัลยาเป็นเข้าบาทบำเรอปวงเทวราชทุกราศี” (คำกลอนผมแก้เอง) ผ่านไปทางตลาดได้เห็น “นวลละออผ่องพักตร์ลักขณา ดังจันทราทรงกลดหมดมลทิน” (ที่ว่าหมดมลทินนั้น กลอนพาไปขออย่าได้ถือว่าเป็นความจริง) นี่จะไม่นับว่าเมืองระนองสิวิไลซ์หรือ แต่ยังไม่สิวิไลซ์เท่ากรุงเทพฯ วิมานสาวสวรรค์ยังไม่มีประทีปมรกตแขวนข้างหน้า หรือนี่จะเป็นพยานว่าสิวิไลซ์กว่ากรุงเทพฯกระมัง ที่ตลาดใหญ่นี้บางทีจะมีวิมานสาวสวรรค์บ้างแต่วันนี้ผมยังไม่มีโอกาสสืบ ในการเช่นนี้คิดถึงคุณหลวงไชยประสิทธิ์จริง ๆ ถ้าท่านได้ตามเสด็จมาด้วย ท่านคงจะเป็นธุระสืบสวนเรื่องนี้อย่างแข็งแรงเป็นแน่

วันที่ ๒๒ เมษายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๘

เมื่อคืนนี้ผมนอนสบายพอใช้ ฝนตกลงมาแล้ว ตอนกลางคืนมีลมพัดเย็นเรื่อย นอนคลุมผ้าบาง ๆ ผืนหนึ่งพอสบายช่างผิดกับที่เมืองใหม่เสียจริง ๆ วันนี้เช้าผมตื่นขึ้นยังรู้สึกเย็นสบายดีอยู่อีก

        เวลาเช้า ๓ โมงเศษเสด็จออกจากพลับพลาโดยกระบวนเก้าอี้หาม เก้าอี้ทรงผูกแปด คนหามสวมกางเกงผ้าขาวเสื้อผ้าแดง หมวกกุเล้ยจีนมีใบไม้ใบหญ้าประดับหรูหราเก้าอี้ของข้าราชการผูกสี่คนหามแต่งตามชอบใจ พวกที่หามเก้าอี้นั้นนอกจากเป็นคนไทย ๆ มีที่เป็นจีนก็มี เป็นแขกก็มี แต่พวกจีนพวกแขกเหล่านี้ชอบกล จีนพูดไทยดีกว่าภาษาจีน และแขกพูดมลายูไม่เป็น ใต้เท้ากรุณาท่านเล่าว่าเมื่อคืนนี้มีแขกคนหนึ่งไปจุดโคมไฟที่เรือนที่พักของท่าน ได้ความว่าชื่อแขกอาจ พูดภาษามลายูไม่เป็นสักคำเดียว ผมทราบว่าในมณฑลนี้มีแขกชนิดแขกอาจนี้มาก คือที่จริงตัวก็เป็นไทยแท้ ๆ แต่ไปชอบใจลูกสาวแขก ถ้าไม่แปลงไปถือตามเขา ๆ ก็ไม่ยกลูกสาวให้ จึงต้องเลยเป็นแขกตามเขาไป เพราะฉะนั้น เจ๊ะเขียว เจ๊ะแดง เจ๊ะขาว เจ๊ะดำ อะไรต่าง ๆ จึงเกิดมีมากขึ้น การชักชวนคนให้เข้าถือศาสนาด้วยวิธีนี้ก็ดีอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นพวกคริสตังตามเมียไปเช่นนี้ก็มีมิใช่น้อย การตกปลาหรือดักหนูถ้าจะให้ติดแน่ก็ต้องใช้เหยื่อที่ปลาหรือหนูนั้นชอบฉันใด การตกเบ็ดผู้ชายก็ต้องใช้ผู้หญิงเป็นเหยื่อฉันนั้น ข้อนี้ไม่ใช่พึ่งมารู้กันขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ก็รู้กันและใช้วิธีนี้กันมาแต่ไหน ๆ และไม่ใคร่จะมีเสียการเลย ถ้าการใดผู้ชายจะจัดไปให้ตลอดไม่ได้คงต้องอาศัยอาศัยผู้หญิงช่วยทั้งนั้น

        นี่ผมก็พูดเพ้อเจ้อนอกเรื่องมามากแล้ว ต้องจับเรื่องต่อไปอีกที ออกจากที่พลับพลาประทับแรมเดินลงไปทางตลาดแต่หาตรงลงไปอย่างไปท่าน้ำไม่ เลี้ยวไปเสียทางขวา เดินไปทางตะวันออกเรื่อย พอพ้นตลาดก็หมดถนนมีแต่ทางตัดไปตามในป่าละเมาะและทุ่ง เป็นทางงามดี แต่แดดอยู่ข้างจะร้อนข้ามคลองหลายแห่ง แต่ล้วนตันเสียเพราะทรายเหมืองไหลลงมาเต็มเสียหมด การทลายเขาลงมาเพื่อทำเหมืองขุดแร่นี้ทำให้เสียประโยชน์มาก ตามริมน้ำตะกั่วป่าเดิมเคยมีบ้านคนอยู่ราย ๆ ไป และทราบว่าทำไร่ทำนาทำสวนได้ดี บัดนี้ทรายไหลลงมาถมคลองตัดทางน้ำเดินเสียหมด แล้วยังไหลไปท่วมที่นาที่สวนทำการเพาะปลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้นราษฏรต้องยกบ้านหนีไปแห่งอื่นเสียมาก ราษฏรในเมืองตะกั่วป่านี้ผมทราบว่าพากันไปรับจ้างทำเหมืองเสียหมดไม่ใคร่จะทำนาทำไร่ ได้เงินมาก็ซื้อกิน แต่ไม่หยุดอยู่เพียงซื้อกิน ซื้อยาฝิ่นสูบด้วย ข้อนี้เป็นการไม่ดีอย่างยิ่ง การทำเหมืองนั้นเองเล่าก็ไม่เป็นทางหากินที่ยั่งยืน พอเหมืองที่ตนทำนั้นหมดแร่ก็ลงคว้าง ไม่มีอะไรทำและเมื่อไม่มีอะไรทำก็ต้องอดเท่านั้น ถ้าไม่ยากอดก็ต้องคิดทำการหากินโดยทางไม่ชอบธรรมต่าง ๆ ผมทราบว่าเจ้าคุณเทศากำลังคิดจะแก้ไขเรื่องนี้ คือจะคิดจัดการให้ราษฏรกลับทำไร่ทำนาอีก หวังใจว่าจะสำเร็จได้ตามความคิดของท่าน

        ตามระยะทางที่ไปวันนี้ได้ผ่านหมู่บ้านไปหลายหมู่ พอถึงบ้านพวกหามได้หยุดพักกินน้ำบ้าง ผมช่างนึกโล่งแทนจริง ๆ เดินไปร้อนเหงื่อโชก ๆ แต่ผมที่นั่งไปบนเก้าอี้ยังร้อนพอแรงการทางก็มิใช่ใกล้ จากพลับพลาที่ประทับแรมนี้ไปถึงพลับพลาประทับร้อนที่เขาเวียงระยะทางถึง ๒๖๗ เส้น ที่ประทับร้อนนี้อยู่ในแขวงอำเภอกะปง นายอำเภอได้ทำพลับพลารับเสด็จเข้าแบบโรงนาอีก เย็นสบายดี มีผู้คนมาคอยเฝ้ารับเสด็จอยู่มาก กำนันคนหนึ่งกับผู้ใหญ่บ้านอีก ๒ คน ได้จัดเครื่องถวายอยู่ข้างจะเก่ง กำนันผู้ใหญ่บ้านจัดเครื่องถวายไม่ใคร่จะเคยพบและพวกที่ตามเสด็จออกจะพากันหาร ๆ แต่ครั้นไปถึงที่แล้วก็มีเครื่องเลี้ยงจริง แต่ว่าใครจะได้อุดหนุนบ้างหรือไม่ผมไม่ทราบ กำนันและผู้ใหญ่บ้านที่จัดเครื่องนั้น ท่านเจ้าเมืองได้นำเฝ้า เป็นจีนทั้ง ๓ คน ท่าทางดูก็ดี

      เขาพระนารายณ์  (เขาเวียงในจดหมายเหตุ)  สิ่งที่สำคัญที่เสด็จไปทอดพระเนตรวันนี้ คือพระนารายณ์เทวรูป ซึ่งตั้งอยู่บนเนินที่ทำพลับพลาประทับร้อน  เทวรูปมีอยู่  3 องค์  เป็นรูปพระนารายณ์ตั้งอยู่กลาง  ข้างขวามือมีเป็นรูปเทพธิดานั่ง  ซึ่งบางทีจะเป็นพระลักษมีข้างซ้ายมือมีอีรูปหนึ่ง  แปลไม่ออกว่าเป็นรูปพระเป็นองค์เจ้าใด  เทวรูปทั้ง 3 นี้ทำด้วยศิลา  สลักเครื่องทรงดูเป็นอย่างแบบข้างอินเดียแท้  จึงเข้าใจว่าคงจะเป็นนายช่างข้างฝ่ายมัชฌิมประเทศเป็นผู้ทำ  หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ให้อย่าง  เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าชาวมัชฌิมประเทศได้ออกมาตั้งเป็นคณะอยู่ที่นี้  จะสืบเอาเรื่องราวก็ไม่ได้กี่มากน้อย  คงได้ความแต่ว่าเทวรูปนี้เดิมอยู่บนเขาเวียง  บนนั้นยังมีฐานก่อด้วยอิฐปรากฏอยู่  ครั้นพม่ามาตีเมืองไทยได้ลงมาที่เขาเวียง  ยกเทวรูปลงมาได้ถึงที่เนินนี้  ตั้งใจจะนำลงไปทางแม่น้ำ   เผอิญเกิดฝนตกลงมาเป็นห่าใหญ่  พม่าจึงต้องทิ้งเทวรูปไว้  หนีเอาตัวรอด  และโดยเหตุที่พม่าได้ให้หลังที่ตรงนี้  จึงได้เรียกนามตำบลว่าหลังพม่าต่อมา  รูปพระนารายณ์ในเวลานี้ต้นตะแบกได้ขึ้นหุ้มห่อไว้เสียหน่อยหนึ่ง  ชะรอยจะมีผู้พิงทิ้งไว้กับต้นตะแบกตั้งแต่ยังอ่อน ๆ  ครั้นต้นไม้นั้นโตขึ้นจึงเลยขึ้นหุ้มเทวรูป  น่าเสียดายที่สืบข้อความสาวขึ้นไปได้สั้นนัก   ที่ริมรูปนั้นมีศิลาแผ่นหนึ่งมีตัวอักษรจารึก  แต่อ่านไม่ออกว่าเป็นหนังสืออะไร  ไม่ใช่หนังสือไทย  และไม่ใช่หนังสืออย่างที่จารึกคาถาเยธัมมาที่พระปฐมเจดีย์  ศิลาแผ่นนี้ราษฎรถือกันว่าถ้ายกฝนเป็นต้องตก  วันนี้คงจะมีใครยกเป็นแน่ เพราะพอเสด็จถึงพลับพลาสักครู่หนึ่งฝนก็ตก  อยู่ข้างจะศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง  แต่เพราะไม่มีใครได้พยายามจะยกพระนารายณ์ไป  ฝนจึงไม่ตกจนน้ำท่วมอย่างครั้งพม่ายก

KhoaPranarayan2
ฐานที่ตั้งองค์พระนารายณ์และเทพบริวารบนเขาพระนารายณ์  (หลังขุดแต่ง ปี 2552)

KhoaPranarayanInTheTree

เทวรูปที่พม่าพิงไว้ที่ต้นตะแบกฝั่งตรงข้ามเขาพระนารายณ์

ขอบคุณที่มา  http://www.kuapa.com/node/155

วันอาทิตย์, 30 ตุลาคม 2559 12:30

ประวัติจังหวัดพังงา

Written by


turtle ประวัติเมืองพังงา
        จังหวัดพังงาเดิมเชื่อวันว่าชื่อ "เมืองภูงา" ตามชื่อเขางาหรือเขาพังงาหรือกราภูงา หรือ พังกา (ภาษามลายู แปลว่า ป่าน้ำภูงา) ตั้งอยู่ในตัวจังหวัดพังงาปัจจุบัน ในสมัยก่อนเมืองภูงาขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช ในสมัยรัชกาลที่ 2 ชื่อของเมืองภูงาได้ปรากฎอยู่ในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองขึ้นฝ่ายกรมพระสุรัสวดีฝ่ายซ้าย เมืองภูงานี้อาจจะตั้งชื่อให้คล้องจองกับเมืองภูเก็ต และเหตุที่เมืองภูงากลายเป็นเมืองพังงานั้น สันนิษฐานกันว่าน่าจะเนื่องมาจากเมืองภูงาเป็นเมืองที่มีแร่อุดมสมบูรร์ มีชาวต่างชาติมาติดต่อซื้อขายแร่ดีบุกกันมาก และช่าวต่างชาติเหล่านี้คงออกเสียงเมืองภูงาเป็นเมืองพังงา เพราะแต่เดิมช่าวต่างชาติเขียนชื่อเมืองภูงาว่า Phunga หรือ Punga อ่านว่าภูงา หรือพังงา หรือ พังกา ก็ได้


turtleชุมชนในอดีต

        ในท้องที่จังหวัดพังงาปัจจุบัน มีชุมชนขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเมืองมาแล้วถึง 4 เมืองเป็นอย่างน้อย คือ เมืองพังงา เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง และเมืองคุระคุรอด (หรือคุระบุรี) ซึ่งปัจจุบันชุมชนเหล่านี้มีฐานะเป็นอำเภอต่างๆ ในจังหวัดพังงา ชุมชนเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมืองตะกั่วป่า เชื่อกันว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์อำนาจปกครองท้องถิ่นมาตั้งแต่ยุคโบราณที่เริ่มมีการขนถ่ายผู้โดยสารและสินค้าข้ามคาบสมุทรจากตะกั่ววป่า ผ่านเขาสก แม่น้ำหลวง มาออกเมืองไชยาในระยะแรกๆ และชื่อของเมืองตะกั่วป่าในระยะนี้เรียกว่าเมือง “ตะโกลา” ที่ตั้งของตัวเมืองอยู่ที่บ้านทุ่งตึก หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะคอเขา อำเภอคุระบุรี ไม่ใช่ที่ตะกั่วป่าปัจจุบัน

        สำหรับเมืองพังงา ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง และคุระบุรี ทีมีการสืบทอดต่อเนื่องกันมาถึงปัจจุบันเป็นชุมชนที่เกิดจากการขยายตัวของการผลิตและค้าแร่ดีบุกในสมัยอยุธยา ชุมชนเหล่านี้มีฐานะเป็นเมืองขนาดเล็กขึ้นกับเมืองถลาง และอยู่ในความดูแลของหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช หรือไม่ก็ส่งขุนนางผู้ใหญ่จากเมืองหลวงออกไปปกครองโดยตรง เช่น ระหว่างปี พ.ศ. 2319 – 2352 จนกระทั่งพม่าเผาทำลายเมืองถลางและเมืองขึ้นเสียหายอย่างหนักในปี พ.ศ.2352 จึงมีการรวบรวมผู้คนขึ้นใหม่ที่เมืองพังงา จากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองพังงา ตะกั่วป่า และตะกั่วทุ่งยุคใหม่

        ก่อนปี พ.ศ.2352 เมืองพังงามีฐานะเป็นเพียงแขวงขึ้นกับเมืองตะกั่วป่า มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า “กราภูงา” หรือบ้านปากน้ำพังงาเป็นทางผ่านจากถลาง ตะกั่วทุ่ง กราภูงา ข้ามเขานางหงส์ไปออกปากลาว ปากพนม แม่น้ำหลวง และเมืองไชยา ในพงศาวดารเมืองถลางกล่าวถึงอาณาบริเวณที่เป็นเมืองพังงาไว้ว่า “เมืองพังงานี้เดิมเป็นเมืองช่องแขวงพื้นเมืองตะกั่วป่า เอาคลอง ถ้ำ แม่น้ำ เป็นแดนคนละฟาก ฝ่ายเหนือน้ำตลอดเข้าป่าดง ใต้น้ำลงไฟฝ่ายลำคลองถ้ำข้าบูรพ์ ได้กับเมืองพังงา ลำคลองตลอดจนไปถังพระอาดเถ้า เกาะยาง เกาะพิงกัน เป็นแขวงเมืองพังงา...ฝ่ายอุดรเมืองพังงา เขาเขมาเหล็กเป็นแดนเฉียงอิสาน ก็ราสูง สองแรกเป็นเขตแดนเมืองพังงา”

        หลังจากพม่าเผาทำลายเมืองถลาง ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ในปี พ.ศ.2352 บ้านเมืองเสียหายอย่างหนัก ชาวเมืองแตกตื่นหลบหนีพม่าไปอาศัยอยู่ในป่าดง และเมืองต่างๆ จึงไม่สามารถจัดตั้งเมืองถลางในเกาะภูเก็ตได้ ต้องใช้วิธีรวบรวมผู้คนที่เมืองพังงาก่อน ในปี พ.ศ.2354 พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมหมื่นศักดิพลเสพย์ ผู้กำกับราชการกรมพระสมุหกลาโหม ได้อาสาต่อทางราชธานีที่จะเป็นผู้จัดตั้งเมืองถลางขึ้นใหม่ ซึ่งหวังที่จะได้ผลประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ในเกาะภูเก็ต แต่เนื่องจาก “เมืองถลางยับเยินมาก ถึงจะจัดแจงตั้งได้แต่ใน 2 หรือ4 ปี ก็ยังหาเต็มภาคภูมิเหมือนแต่ก่อนไม่” จึงทำให้ทาฝ่ายรัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งในที่สุดก็ตัดสินใจให้พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เป็นแต่เพียงผู้ดูแลหัวเมืองถลางและเมืองขึ้นอื่นๆ ส่วนภารกิจในการจัดตั้งเมืองถลางที่พังงานั้นได้มอบให้พระวิเชียรภักดี (เจิม) อดีตยกกระบัตรเมืองตะกั่วทุ่งเป็นผู้ดำเนินการโดยตรง โดยแต่งตั้งให้พระวิเชียรภักดี (เจิม) เป็นผู้ว่าราชการเมืองถลางที่พังงาในปีเดียวกัน

turtleการก่อตั้งเมือง

        การจัดตั้งเมืองถลางที่พังงาครั้งนั้นต้องพบกับปัญหาต่างๆ หลายประการ  เป็นต้นว่า  ปัญหาขาดแคลนข้าวบริโภค  ต้องพึ่งจากเมืองไทรบุรีและกรุงเทพฯ ปัญหาการคุกคามจากพม่าซึ่งยังส่งเรือรบและกองกำลังย่อยๆ ออกมาจับผู้คนที่ตะกั่วป่าและกะเปอร์ไปสืบข่าวคราวอยู่บ่อย ๆ และปัญหาเกี่ยวกับราษฎรและกรมการเมืองที่ตั้งไว้แล้วไม่ยอมไปอยู่ประจำที่เมืองพังงา  เพราะยังเป็นเมืองที่ทุรกันดารและห่างไกลสุดหล้าฟ้าเขียวอยู่ทางฝ่ายรัฐบาลกลาง  ต้องมีสารตราออกมาบังคับบัญชาให้เจ้าเมืองต่างๆ ทางภาคใต้ “ขับต้อนพระหลวง  กรมการและราษฎรขึ้นไป ณ ที่กราภูงา  ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ด้วยพระถลาง” ทุกเมืองและเมืองละหลายๆ ครั้ง  โดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราชถึงแม้ไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดตั้งโดยตรง  แต่ต้องรับภาระเป็นพี่เลี้ยงดูแลความปลอดภัยของเมืองถลางที่พังงาอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะตั้งตัวได้  ซึ่งก็เสียเวลานานหลายปี  และจากความดีความชอบที่อุตส่าห์ตั้งเมืองถลางครั้งนั้น  ในปี พ.ศ.2356  ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศพระวิเชียรภักดี (เจิม) เจ้าเมืองถลางขึ้นเป็นพระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (เจิม) ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่งในสารตราของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาสมุหพระกลาโหม  ที่มีไปถึงพระปลัดและกรมการเมืองถลาง ในปี พ.ศ.2356  ตอนหนึ่งว่า “แลซึ่งพระวิเชียรภักดี (เจิม) มีน้ำในอุตสาหะตกแต่งให้ไพร่พลเมืองขึ้นไปตั้งอยู่ ณ ที่กราภูงา  เป็นภาคภูมิลงได้ดังนี้  พระวิเชียรภักดีมีความชอบ  ทรงพระกรุณาให้เลื่อนพระวิเชียรภักดี  เป็นพระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (เจิม) พระยาถลาง  พระราชทานสัปทนสักกะหลาดแดงคันหนึ่ง  เสื้อมังกรสีตัวหนึ่ง  ผ้าปูม ผืนหนึ่ง  กระบี่บั้งทองเล่มหนึ่งให้แก่พระยาถลาง

        ในระยะตั้งเมืองถลางที่พังงา ในปี พ.ศ.2365  ร้อยเอกเจมส์  โลว์  หัวหน้าคณะทูตของผู้ว่าการเกาะปีนัง  ที่รับหน้าที่มาเจรจาปัญหาเมืองไทรบุรีกับเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ที่เมืองตรัง  ได้เดินทางไปเยี่ยมเมืองพังงาในระยะที่รอคำตอบจากนครศรีธรรมราช  และได้บันทึกเกี่ยวกับเมืองพังงาไว้มากมายหลายประการ  เป็นต้นว่า “หุบเขาพังงามีความยาวประมาณ ๓ไมล์ กว้างไม่เกิน ๒ ไมล์  ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวผสมกับดินสีแดง  และดูเหมือนจะอุดมสมบูรณ์  เนื้อที่ตอนที่กว้างใหญ่ที่สุดของหุบเขามีบรรดากระท่อมกับเรือกสวนตั้งอยู่ส่วนพื้นที่ตรงอื่นๆ เป็นทุดงนา  และทุ่งหญ้าเลี้ยงควาย  เมืองพังงามีผู้คนไม่เกิน ๗๐ หลังคาเรือน  มีประชากรระหว่าง ๖,๐๐๐ – ๗,๐๐๐ คน  เป็นชาวจีนประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน  หรือประมาณ ๖๐๐ คน  ๒ ใน ๓ของชาวจีนเป็นชาวหมาเก๊า  มีชาวมลายูหลายร้อยคนกระจัดกระจายอยู่ในอ่าวปากน้ำ  เพราะคนไทยไม่ยอมให้อาศัยอยู่ใกล้ตัวเมือง  ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานรับจ้างที่เหมืองแร่  เป็นระยะเวลาครึ่งปีแล้วกลับไปเก็บเกี่ยวข้าวในระหว่างเวลาที่เหลือ  เจ้าเมืองส่งคนไทยไปทำงานที่เหมืองแร่เท่าที่พอใจ  และคนเหล่านั้นจะได้รับแต่เพียงอาหารเท่านั้น  สินแร่ที่ขุดได้จะนำไปขายให้แก่ผู้รับเหมาชาวจีน  และผลกำไรก็ตกอยู่แก่เจ้าเมือง  การน้ำสินแร่ลงมาข้างล่างนั้นบรรทุกมาบนหลังช้างหรือไม่ก็เรือมาด  ซึ่งใช้เวลา ๒ หรือ ๓ วัน...อย่างไร  ก็ตามบรรดานายเหมืองชาวจีนไม่ต้องเสียภาษี  พวกจีนนั้นมักพอในที่จะได้รับประโยชน์จากสิทธิพิเศษภายใต้รัฐบาลสยามซึ่งพลเมืองโดยกำเนิดไม่ได้รับ  พวกเขาได้รับการยกเว้นหน้าที่ซึ่งชาวสยามทุกคนถูกบังคับให้รับใช้รัฐเมื่อถูกเรียกร้อง  ไม่ว่าจะในการเข้ารับราชการทหาร  ช่างฝีมือ  หรืองานกรรมกรรายวัน...

        ถึงแม้เจ้าเมืองพังงา  ถือประโยชน์เอาจากอำนาจที่เขาได้รับและสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเอง  จากค่าใช้จ่ายของข่าวไพร่ผู้คนของเขาก็ตามแต่การปกครองของเขายังไม่กดขี่มากเท่ากับการปกครองของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช  และประชาชนก็ยังมีความผูกพันต่อเขามากกว่า  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือประชาชนไม่เกลียดเขารุนแรงมากเหมือนที่ชาวเมืองนครศรีธรรมราชเกลียดชังเจ้าเมืองของตน...บรรดาสตรีที่พังงาเก็บตัวอยู่สันโดษมากกว่าสตรีที่ถลาง  ทั้งนี้เพราะพวกผู้ชายในประเทศสยามไม่มีนิสัยอิจฉาริษยา  ผู้หญิงในประเทศนี้ถูกปล่อยให้มีเสรีภาพมาก  แต่...ข้อกำหนดที่พวกผู้ชายต้องมีหน้าที่รับใช้บ้านเมืองปีละหลายเดือน  พวกผู้หญิงจึงต้องแบกภาระงานหนักต่างๆ ที่พวกผู้ชายต้องทำเอาไว้  ฉะนั้นพวกผู้หญิงเหล่านี้ก็ย่อมจำเป็นอยู่เองที่จะต้องหาเลี้ยงตนเอง  ขณะที่สามีของตนไม่อยู่  หญิงพวกนี้  ต้องทำนา  ปลูกผัก  และทอผ้า  หรือมิฉะนั้นก็ค้าขายในตลาดเล็กๆ

        เจ้าเมืองพังงา  มีผู้ช่วย ๒ คน มีรายได้จากแรงงานของประชาชน  เท่าที่จะหาได้จาการค้าขายส่วนตัวของเขา  และเรียกเอาจากการซื้อขายของบรรดาพ่อค้าต่างด้าวที่เมืองนี้  เจ้าเมืองพังงามีสำเภาจีน ๓ ลำ  ซึ่งไปค้าขายยังปีนัง  เรือสำเภาเหล่านี้บรรทุกดีบุก  ข้าวและสิ่งของสินค้าพื้นเมืองเล็กๆ น้อยๆ ไปยังเกาะปีนัง  ขากลับก็บรรทุกผ้า  ผ้าดอกสีต่างๆ สำหรับหุ้มเก้าอี้  เครื่องแก้ว  และเครื่องหัตถกรรมอื่นๆ มา  เจ้าเมืองพังงามิได้ถวายเงินแก่พระเจ้าแผ่นดินเป็นประจำ  แต่เขาส่งไปถวายเมื่อสิ้นกำหนด  ทุก ๓ หรือ๔ ปี  หรือมิฉะนั้นก็นำเอาของมีค่าไปถวายพระองค์  แน่นอนทีเดียวพระเจ้าแผ่นดินทรงได้รับผลกำไรทั้งหมด  ซึ่งเพิ่มพูนงอกเงยขึ้นจากการขายดีบุก”

        หลังจากปี พ.ศ.2352  ภัยจากการคุกคามของพม่าลดลงไปมาก  มีแต่ส่งกองเรือลาดตระเวนออกมาจับคนเท่านั้น  ไม่มีการส่งกองทัพใหญ่มาอีก  เพราะพม่าเริ่มขัดแย้งกับบริษัทอังกฤษในอินเดีย  และในปี พ.ศ.2369  พม่ารบแพ้อังกฤษต้องสูญเสียมณฑลอาระกันและตะนาวศรีให้แก่อังกฤษ  ในระยะเดียวกันนั้นเอง  ทางฝ่ายรัฐบาลจึงได้ย้ายผู้คนจากพังงาไปตั้งเมืองถลางขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2367  และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยา (กลับ) ไปเป็นเจ้าเมืองพังงาระหว่างปี พ.ศ.2367 – 2383  ต่อมาพระยาไชยา (กลับ) มีความผิดถูกถอด  เพราะสนิทสนมกับกรมหลวงรักษ์รณเรศ  จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบริรักษ์ภูธร (แสง) อดีตเจ้าเมืองไทรบุรีมาเป็นเจ้าเมืองพังงา  จึงมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองส่วนภูมิภาคทางหัวเมืองชายฝั่งตะวันตกตอนบนอีกครั้งหนึ่ง  กล่าวคือ  ยกเมืองพังงาขึ้นเป็นเมืองโท  ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และโปรดเกล้าฯ ให้เมืองถลาง  ตะกั่วทุ่ง  และตะกั่วป่า  ขึ้นตรงต่อเมืองพังงา  จนกระทั่งพระยาบริรักษ์ภูธร (แสง) ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ.2404  โปรดเก้าฯให้พระยาเสนานุชิต (นุช) อดีตผู้ช่วยราชการเมืองไทรบุรี  พังงาและเจ้าเมืองตะกั่วป่าในขณะนั้นเป็นเจ้าเมืองพังงา   แต่พระยาเสนานุชิต (นุช) น้องชายร่วมมารดาของพระยาบริรักษ์ภูธร (แสง) ไม่ยอมไปรับตำแหน่งที่เมืองพังงา  โดยอ้างว่าเคยชินกับเมืองตะกั่วป่า  จึงขออยู่ที่เดิม  ทางฝ่ายรัฐบาลกลางจึงต้องเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองหัวเมืองเหล่านั้นเสียใหม่  กล่าวคือยกเมืองตะกั่วป่าขึ้นเป็นเมืองโทแทนเมืองพังงา  มีพระยาเสนานุชิต (นุช) เป็นเจ้าเมือง  แยกเมืองพังงาและถลางออกจากตะกั่วป่า  ยกเป็นเมืองตรี  ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ  โปรดเกล้าฯ ให้พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) บุตรชายคนโตของพระยาบริรักษ์ภูธร (แสง) เป็นเจ้าเมืองพังงาระหว่างปี พ.ศ.2404 – 2437

turtle สมัยกรุงรัตนโกสินทร์-ปัจจุบัน

       อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2383 เป็นต้นมา เมืองพังงาค่อยๆ ขยายตัวเจริญขึ้นตามลำดับ จาการสนับสนุนส่งเสริมโดยตรงจากรัฐบาลกลาง ดังจะเห็นได้จากตอนที่ถอนพระยาบริรักษ์ภูธร (แสง) มาเป็นเจ้าเมืองพังงา ก็โปรดเกล้าฯ ให้ถอน “ผู้คนแขกเก่าที่ไว้ในสนิท เคยรับใช้สอยอยู่กับ พระยาไทร (แสง) นั้น ก็จัดแจงให้พระยาไทรมาบ้าง จะได้เป็นกำลังราชการมากขึ้นข้างเมืองพังงา ถ้ามันเป้ฯคนผิดและไว้ใจมิได้ก็ผ่อนเอาเข้ามาเสีย ให้มีกำลังเมืองไทยอยู่แต่น้อย และกำปั่นเรือรบ เรือไล่ ปืนใหญ่ ปืนน้อย เครื่องศาสตราวุธ ของพระยาไทรมีอยู่เท่าไร ก็ผ่อนจัดแจงให้พระยาไทรมา เสียให้สิ้น” นอกจากนี้ยังมอบอำนาจให้แก่พระยาบริรักษ์ภูธร (แสง) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพังงา และหัวเมืองชายฝั่งตะวันตกตอนบนหลายเมือง มีศักดินาสูงถึง 10,000 ในฐานะเจ้าเมืองโท ความมั่งคั่งรุ่งเรืองของเมืองพังงาไม่ได้เกิดขึ้นจากท้องที่ตัวเมืองแต่ขึ้นกับเมืองขึ้นมากกว่า กล่าวคือ บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุกจริงๆ นั้น อยู่ที่เมืองถลาง ภูเก็ต และตะกั่วป่ามากกว่าที่พังงา ดังนั้นเมื่อแยกเมืองเหล่านั้นออกไปในปี พ.ศ.2404 ฐานะของเมืองพังงาจึงลดเป็นเมืองตรี เจ้าเมืองมีศักดินาลดลงเหลือเพียงราว 5,000 เท่านั้น ความมั่งคั่งของบ้านเมืองและเจ้าเมืองคงลดลงไปด้วย ดังจะเห็นได้จากในสมัยรับกาลที่ 4 เมืองพังงาเคยรับประมูลทำภาษีปีละ 26,960 บาท เท่ากับเมืองตะกั่วป่าและมากกว่าเมืองภูเก็ต แต่ครั้นถึงปี พ.ศ.2415 เงินภาษีเมืองภูเก็ตสูงขึ้นถึงปีละ 336,000 บาท แต่เมืองพังงากลับสูงขึ้นเล็กน้อย คือรวมปีละ 29,920 บาทเท่านั้น และได้โอนภาษีเมืองตะกั่วทุ่งไปขึ้นกับเมืองตะกั่วป่าในปีเดียวกันด้วย

        ในปี พ.ศ.2433 พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองพังงา ในระยะที่บ้านเมืองสงบ มีสันติสุขพอควรแก่อัตภาพ ได้ทรงบันทึกเกี่ยวกับสภาพของเมืองพังงาในระยะนี้ไว้อย่างน่าสนในว่า “เมืองพังงาไม่เหมือนเมืองอื่น เห็นเขารอบข้าง เป็นเขาสูงๆ ถึงสัก ๘๐๐ ฟิตก็มี ช่องออกไปตะกั่วป่าทาง ๑ ต้องขึ้นเขาสูง ทางไปปากลาวที่ช่องเขานางหงส์ก็เป็นเขาสูงเหมือนกัน เป็นไปมาสะดวกแต่อยู่แต่ตะกั่วทุ่ง...เหมืองดีบุกที่นี่ทำมาช้านาน แต่แร่ที่ดีหมดไป เสียมาก โรยมานานแล้ว เดี๋ยวนี้มีจีนทำอยู่หมดด้วยกัน ๖๐๐ คนเศษ เหมืองใหญ่มีอยู่ ๒ เหมือง คนประมาณ ๓๐ – ๔๐ คนว่าทำเหมืองครากันโดยมาก...ฝนตกมากกว่าเมืองอื่นๆ เพราะเขาสูงล่อให้ตก นาข้างเหนือน้ำมักจะดี ข้างใต้แล้วมักจะเสียด้วยล่มน้ำเป็นพื้น ที่นาก็มีน้อยเหมือนเมืองอื่นๆ ข้าวพม่าเข้าเมืองปีหนึ่ง ๘,๐๐๐ กุหนี หรือ ๕๗๒ เกวียน มากพอใช้ เราชวนให้คิดอ่านปลูกต้นไม้อื่นที่เป็นสินค้าแทนนา พระยาบริรักษ์ (ขำ) เป็นคนแม่นยำและรู้การในบ้านเมืองมากจริง ถามอะไรไม่จนและไม่คลาดเคลื่อน ระวังผิดอย่างเอก...พวกผู้หญิงมาหาคือสุ่นที่พระยาบริรักษ์ (ขำ) กับเป้าน้องที่เฆี่ยนคนตาย เมียชื่ออินเป็นคนในวัง...กับมีพีน้องมาอีกหลายคนด้วยกัน ดูค่อยคล่องแคล่วกว่าพวกตะกั่วป่า...ที่พังงาเขามีผู้หญิงมาก ทำกับข้าวไทยได้ดีๆ เพราะมักจะเป็นชาววังชุม...ให้ตราจุลสุราภรณ์ พระยาบริรักษ์ (ขำ) เพราะเป็นเจ้าเมืองมานานรู้การงานมากแล้วรักษาถนนรนแคมไม่ทรุดโทรม”

        จากบุคลิกลักษณะของพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) เจ้าเมืองพังงา ซึ่งเป็นคนละเอียดลออรู้การงานในบ้านเมือง และไม่สนใจสะสมเงินทอง การทำเหมืองมีน้อย จึงไม่กระทบกระเทือนเรื่องผลประโยชน์ ในระหว่างปี พ.ศ.2422 – 2433 ซึ่งเจ้าเมืองภูเก็ต ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า กำลังประสบปัญหาเก็บภาษีส่งรัฐบาลได้น้อยกว่าที่ประมูลไว้ บางรายต้องคืนภาษี เช่น เจ้าเมืองภูเก็ต เป็นต้น และบางรายถูกจับตัวไป กักขังเร่งภาษีบ้าง ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ.2435 พระเสนานุชิต (นุช) ค้างภาษีรัฐบาลกลางติดต่อกัน 7 ปี เป็นเงิน 283,315 บาท จึงถูกเรียกตัวไปเร่งเงินภาษีที่ภูเก็ต เป็นต้น แต่ปรากฏว่าเจ้าเมืองพังงาคือพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ซึ่งในขณะนั้น “แก่ชราแล้วจักษุมืดมัวทั้ง 2 ข้าง” สามารถนำเมืองพังงาผ่านมรสุมต่างๆ ไปได้ จนกระทั่งเริ่มมีการปฏิรูปการปกครองมณฑลภูเก็ตในปี พ.ศ.2437 พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ก็ถึงแก่อสัญกรรม การแบ่งท้องที่ในเมืองพังงาออกเป็นอำเภอและตำบลต่างๆ ตามระบบการปกครองแบบใหม่ จึงตกเป็นหน้าที่ของพระเพชรภักดีศรีพิไชยสงครามฯ (พลาย) พระปลัดเมืองพังงา น้องชายพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) นั่นเอง ในการแบ่งท้องที่ครั้งนั้น ได้โอนเมืองตะกั่วทุ่งมาเป็นอำเภอหนึ่งของเมืองพังงา และจัดแบ่งเมืองพังงาออกเป็น 4 อำเภอ 24 ตำบล คือ อำเภอกลางเมือง มี 12 ตำบล ได้แก่ ตำบลท้ายช้าง ตลาดใหญ่ ฝ่ายท่าตากแดด นบปริง ป่าก่อ ทับแหวน เผล่ ทุ่งคาโงก บางเตย เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ อำเภอทุ่งมะร้าว มี 6 ตำบล คือ ตำบลทุ่งมะพร้าว ลำภี ลำแก่น ท่าซ่อ นาเตย บางคลี อำเภอทับปุดมี 7 ตำบล คือ ตำบลคลองมะรุ่ย เขาเต่า โคกซอย ใสเสียด บางเหรียง บ่อแสน แลถ้ำทองหลาง อำเภอตะกั่วทุ่งมี 8 ตำบล คือ กระโสม ถ้ำกระไหล ท่าอยู่นากลาง โคกกลอย บางหลาน คลองตะเคียน และบางทอง

         ในปี พ.ศ.2459 ได้เปลี่ยนชื่อเมืองพังงาเป็นจังหวัดพังงา และเปลี่ยนตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อมาเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้ยุบตะกั่วป่า ซึ่งมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งลงในอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดพังงา และย้ายที่ตั้งศาลากลางจังหวัดจากที่เดิมซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านชายค่ายไปตั้งที่บ้านท้ายช้างในปี พ.ศ.2473 และปี พ.ศ.2515 ได้ย้ายไปตั้งที่ใหม่ที่หน้าถ้ำพุงช้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดปัจจุบัน (ปัจจุบันอาคารดังกล่าวถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองพังงา  ส่วนอาคารศาลากลางได้สร้างใหม่อยู่บริเวณหน้าเขารุปช้าง *30/10/59)  ส่วนชื่ออำเภอเมืองก็เปลี่ยนเป็นอำเภอท้ายช้าง ในปี พ.ศ.2459 และกลับมาเรียกว่าอำเภอเมืองพังงา อีกในปี พ.ศ.2481 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

วันเสาร์, 15 ตุลาคม 2559 13:43

การเดินทาง

Written by

การเดินทาง

การเดินทางมายังจังหวัดพังงา

1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
        - ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม)ไปจนถึงจังหวัดชุมพร จากนั้นตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 41 จนถึง อ.พุนพิน ตรงสี่แยกเข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 401 ประมาณ 40 กม. จะผ่านอ.บ้านตาขุน เส้นทางนี้จะเป็นถนน 2 เลน เมื่อถึงสายแยกที่บ้านพังกวนเหลือ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทาง หลวง หลายเลข 415 ประมาณ 50 กม. จะพบสามแยก เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมาย 4 ตรงไปประมาณ 10 กม. จะถึง อ.ทับปุด เลี้ยวซ้ายผ่านตลาดเข้าทางหลวงหมายเลข 415 อีกครั้ง ตรงไปจากทับปุดถึงพังงา ประมาณ 26 กม. รวมระยะทางจากกรุงเทพถึงพังงา ประมาณ 788 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 11-12 ชม.หากเดินทางจากภูเก็ต ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 402 ผ่านสะพานสารสิน เข้าเขตบ้านท่านุ่น เข้าสามแยกบ้านต้นแซะไปทางขวา เข้าถนนบายพาสตรงไปพังงาหรือไม่ต้องผ่านสามแยกต้นแซะ แต่เข้าเลนซ้ายตลอด ผ่านตลาดโคกกลอยตรง ไปพังงา ประมาณ 89 กม. ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 1 ชม. 30 นาที 
        - ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ไปจนถึงสี่แยกปฐมพร จ.ชุมพร เลี้ยวขวาลัดเลาะไปตามไหล่เขาจนถึง จ.ระนอง เส้นทางช่วงนี้เป็นทางแคบ 2เลน ทั้งยังเป็นทางขึ้นลงเขาที่ค่อน ข้างคดเคี้ยว ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง เมื่อเข้าเขต จ.พังงา ที่ อ.คุระบุรี ก็จะเป็นทางคดเคี้ยวเช่นเดียวกัน จากนั้น เข้าสู่ อ.ตะกั่วป่า อ.ท้ายเหมือง ตามลำดับ เมื่อถึง ต.โคกกลอยให้เลี้ยวซ้ายไปทาง อ.ตะกั่วทุ่ง เพื่อเข้าสู่ ตัวเมืองพังงา ระยะทางประมาณ 800 กม. ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 12-13 ชม. 2.รถโดยสารประจำทาง
บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางทั้งแบบปรับอากาศและธรรมดา กรุงเทพฯ-พังงา บริการทุกวัน ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 02 894 6122 จองตั๋วบขส. โทร. 02 422 4444  หรือwww.transport.co.th สถานีพังงา ถนนเพชรเกษม (หลังธนาคารหลวงไทย) โทร. 0 7641 2300, 0 7641 2014 และบริษัทลิกไนท์ทัวร์ จากกรุงเทพไปยังพังงา ให้บริการทุกวัน ทั้งรถปรับอากาศชั้น 1 และ 2 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชม.หรือนั่งรถกรุงเทพ-ภูเก็ต ไปลงที่พังงา หรือที่ อ.ตะกั่วป่า ได้ด้วย บริษัทลิกไนท์ทัวร์ บ.ลิกไนท์ทัวร์ 02-8946151 - 6152 -6153  (พังงา) 0-7641-2300  บ.ภูเก็ตท่องเที่ยว 02-8946144 - 45,บ.ภูเก็ตเซ็นทรัล 02-8946171 - 2 

2.รถไฟ
การรถไฟแห่งประเทศไทย มีขบวนรถไฟออกจากกรุงเทพฯ ไปลงที่สถานีพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วต่อ รถโดยสารประจำทางไปจังหวัดพังงาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานีรถไฟหัวลำโพง 
โทร. 1690, 0 2 223 7010, 0 2223 7020 หรือ www.railway.co.th

3.เครื่องบิน

ไม่มีเที่ยวบินตรงมายังพังงา แต่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงที่ภูเก็ตหรือกระบี่ แล้วต่อรถโดยสารเข้าพังงา
เที่ยวบินกรุงเทพฯ-ภูเก็ต ติดต่อการบินไทย โทร. 0 2356 1111 www.thaiairways.com ไทยแอร์เอเชีย
โทร. 0 2515 9999 www.airasia.com บางกอกแอร์เวย์ส โทร. 0 2270 6699 www.bangkokair.com สายการบินนกแอร์ โทร. 1318 www.nokair.com และวัน ทู โก โทร. 1126 www.fly12go.com

เที่ยวบินกรุงเทพฯ-กระบี่ ติดต่อการบินไทย โทร. 0 2356 1111 หรือ www.thaiairways.com และสายการบินไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com

การเดินทางในตัวเมืองพังงา

ในตัวเมืองพังงามีรถโดยสารประจำทางไปยังอำเภอต่างๆ ได้อย่างสะดวก นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการ ยานพาหนะได้หลายรูปแบบตามอัธยาศัย สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีขนส่งพังงา โทร. 0 7641 2300
นอกจากนี้ยังมีรถสองแถวไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น ถ้ำพุงช้าง ถ้ำฤาษีสวรรค์ ฯลฯ คิวรถสองแถวและ รถตู้ส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองและบริเวณสถานีขนส่งพังงา นอกจากเส้นทางบนบก ยังมีท่าเรือสำหรับไป เที่ยว เกาะหลายแห่ง เช่น ไปเที่ยวอ่าวพังงา ติดต่อเรือได้ที่ท่าเรือบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ท่าเรือ ท่าด่านศุลกากร เป็นท่าที่อยู่ใกล้ตัวเมืองที่สุด ท่าเรือสุระกุล (ท่าเรือกระโสม) อยู่ในอำเภอตะกั่วทุ่ง ไปหมู่เกาะ สุรินทร์หรือเกาะพระทอง ติดต่อเรือได้ที่ท่าเรือคุระบุรี ไปหมู่เกาะสิมิลัน ติดต่อเรือได้ที่ท่าเรือทับละมุ ไป เกาะยาวน้อย-เกาะยาวใหญ่ ติดต่อเรือได้ที่ท่าเรือท่าด่านศุลกากร เป็นต้น

ระยะทางจากอำเภอเมืองพังงาไปยังอำเภอต่างๆ คือ
อำเภอตะกั่วทุ่ง 12 กิโลเมตร
อำเภอทับปุด 26 กิโลเมตร
อำเภอกะปง 47 กิโลเมตร
อำเภอท้ายเหมือง 57 กิโลเมตร
อำเภอตะกั่วป่า 65 กิโลเมตร
อำเภอคุระบุรี 125 กิโลเมตร
อำเภอเกาะยาว 138 กิโลเมตร

วันจันทร์, 10 ตุลาคม 2559 16:07

ผู้บริหาร

Written by
 
   gov sithichai sakda  
     นายสิทธิชัย  ศํกดา
 ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา
 
pakpoom intarasuwan   นายภาคภูมิ  อินทรสุวรรณ
 รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา
  chansak        นายชาญศักดิ์  ถวิล
  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา
 มานต เพยรทอง    paper182
    นายมานิต  เพียรทอง
        ปลัดจังหวัดพังงา
   นายเสริมเกียรติ  สุทพัฒน์แก้ว
 หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพังงา
   
© จังหวัดพังงา